วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ที่สองดีกว่าที่หนึ่ง

.......หลายเดือนก่อนน้องคนหนึ่งส่งเทปมาให้ผม 2 ม้วน เป็นเทปที่อัดจากการพูดคุยของศุ บุญเลี้ยงกับแฟนๆของเขาในงานสัมมนางานหนึ่ง ผมเปิดฟังทันทีด้วยความเพลิดเพลินในมุมมอง และความคิดของชายหนุ่มที่ไฟความฝันไม่เคยมอดคนนี้ ผมรู้ว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตที่ศุ บุญเลี้ยง ชอบมากและเต็มใจที่จะทำอยู่เสมอ นั่นก็คือการทำค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายเด็กหรือค่ายคนพิการ(หรือค่ายเด็กพิการ) ในเทปมีคำพูดของเขาอยู่ตอนหนึ่งที่ผมฟังแล้วชอบมาก

.......ศุ เล่าว่าครั้งหนึ่งเขาพาเด็กไปเข้าค่าย แล้วเขาให้เด็กวิ่งแข่งกัน แต่กติกาคือ ใครเข้าเส้นชัยเป็นที่สอง-ชนะ ชายหนุ่มเล่าว่าผลที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เข้าเส้นชัย เด็กๆ กลับวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างร่าเริง
ในหมู่ผู้แข่งขันที่ไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง

.......ในชีวิตที่ผ่านมาบ่อยครั้งผมคิดว่า เราถูกปลูกฝังให้เอาชนะ คะคานเพื่อขึ้นสู่การเป็นเลิศกันมาตลอด เราอยากเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุด เราอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เราอยากเป็นคนทำงานที่เก่งที่สุด เพื่อให้เจ้า นายเห็นว่าเราเยี่ยมที่สุดในบริษัท เราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ฯลฯ และเมื่อตั้งเป้าอย่างนี้แล้ว เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดหมาย โดยบ่อยครั้งที่เราหลงลืม หรือจงใจมองข้ามมันไปว่าเราได้ทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า
ผมไม่ได้ว่า การแข่งขันเป็นสิ่งที่เลวร้าย มีความดีอยู่บ้างในตัวของมันครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เป็นคนเอื่อยเฉื่อย เดินหายใจไปวันๆ

.......ผมเพียงอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ได้หยุดคิดสักนิดว่า เราสามารถที่จะแข่งขันกันโดยไม่ต้องขัดขา ผลักหลัง หรือแอบเหยียบเท้าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ ผมคิดว่าได้ครับ เราสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดการแข่งขันอันเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้ แต่เรื่องสวยๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเราทุกคนคิดว่าใครเข้าที่สอง-ชนะ แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร

...ผู้ชายและความรัก...

......อย่ากลัวการจากลา
เพราะมันให้คุณค่าการเจอะเจอ
ฉันมีน้องชายที่อยู่ด้วยกันมานานนับปี
เราต่างเป็นเด็กต่างจังหวัด.........
และเป็นสองคนเดียวที่เดินทางมาอยู่เมืองหลวง
ฉันกับน้องไม่เคยแสดงความรักต่อกัน.....ไม่ได้ผูกติดกัน
ต่างคนต่างมีกิจกรรมของตัวเอง...เพียงแต่เจอกันเมื่อหัวถึงหมอน
ใครหายไปไหน...ก็มีการโทรตามบ้าง...กินข้าวด้วยกันบ้าง...หากมีโอกาส
ฉันไม่เคยลึกซึ้งถึงการอยู่ร่วมกัน...เพราะต้องบ่นกรอกหูมันทุกวัน
จนมาถึงวันที่มันต้องเดินทางกลับบ้าน...กลับอย่างถาวร..จบการศึกษา
ฉันก็ยังร่าเริง...แถมรู้สึกว่าไม่ต้องมาดูแลใคร...ไม่ต้องบ่นให้เมื่อยปาก
แต่เมื่อกลับเข้าห้อง...กลับรู้สึกประหลาด..มันโหวงๆ เหวงๆ ยังไงพิกล
ห้องโล่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...ฉันไม่มีภาระต้องดูแลใคร
แล้วฉันจะบ่นให้ใครฟัง..ความอบอุ่นใจที่เคยมีมันหายไปไหนหมด
ฉันเข้าใจแล้วล่ะ..ว่าการจากลา..มันมีความหมายสำหรับฉันขนาดไหน
มันทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงความหมายของการเจอกัน.....อยู่ร่วมกัน...เป็นพี่น้องกัน
ฉันเลยเศร้าไปหลายวัน.....แต่ฉันก็ดีใจ...ที่ทำให้ฉันรู้ว่า
ฉันรักน้องในปริมาณที่ใช้ได้เลยทีเดียว....
ฉันไม่ได้รำคาญมันอย่างที่ปากพูด
สองคนกับคนเดียว...ความโดดเดี่ยวมันต่างกันมากขนาดนี้เชียวหรือ


......คนที่เรารัก....
......มักไม่ค่อยรักเราเท่าคนที่รักเรา
เคยสงสัยว่า....ทำไมเราต้องไปรักคนที่เขาไม่รักเรา
คนที่แสนดีจะตาย...มารักเรา...เรากลับไม่รักเขา
ฉันรู้แล้วล่ะ...เพราะคนที่เรารัก...เราสร้างความรักนั้นขึ้นมาเอง
เราจะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง...โดยปราศจากเงื่อนไข
ทำไมพ่อกับแม่...ถึงรักเรามากกว่าที่เรารักเขา
เพราะเขารักเราขึ้นมาเอง...ตั้งแต่ก่อนที่เราจะรู้สึกรักเขาซะอีก
เรารักเขา...เพราะเขาเป็นพ่อแม่เรา..เขาดูแลเลี้ยงดูเรา
แต่เขารักเรา...ตั้งแต่เรายังไม่เป็นตัวตนด้วยซ้ำ.....

......สวยสู้เขาไม่ได้...คือของขวัญจากสวรรค์
ความสวยเป็นเรื่องของผู้หญิง...ผู้หญิงทุกคนอยากสวย
แต่ความสวยที่ยั่งยืน...มันเกิดขึ้นจากข้างใน
การสร้างความประทับใจ....
ฉันไม่เถียงหรอกว่ามันเกิดจากรูปกายภายนอก
แต่มันจะยั่งยืนเป็นรักแท้ได้..ก็ต้องพิสูจน์จากข้างใน



............“ผู้ชาย”
......ชอบ “ความท้าทาย”
ไม่ชอบ “ความง่ายดาย”
ถ้าฉันรักใครสักคน...ฉันจะยอมรับอย่างหน้าชื่นว่า “ฉันรักเขา”
โดยไม่ต้องรอให้เค้าบอก...แต่ไม่ได้หมายถึงว่า “ฉันง่าย” นะ
เพราะ “ความรัก” ของฉัน ไม่ได้หมายถึง
ยินดีทำทุกอย่างได้เพื่อเขา ให้ได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ
ความรักมันมีความละเอียดอ่อนมากกว่านั้น...ให้ไปไม่ใช่ว่าจะได้รับกลับมา
และฉันก็เรียนรู้มาว่า...สิ่งใดที่ได้มายาก...ย่อมน่าหวงแหนไว้ให้นานที่สุด
ฉันรักเขา...ฉันสามารถเก็บความรักของฉันไว้กับตัวฉันได้
และยินดีมอบให้...หากได้เห็นว่าเขามีค่าพอกับมัน...
ให้แล้วรู้สึกว่าเรามีค่าด้วย
เมื่อไร่ที่ตัวเราเองโยนความรักไปให้เขาง่ายๆ...
เขาก็โยนกลับมาให้เราได้เหมือนกัน
หากอยากให้เขารู้ว่า...เรารักเขามากแค่ไหน
นอกจากคำพูดที่ได้บอกเขาแล้ว...
คุณค่าของความรัก คือการเดินทางไกล...
กว่าจะถึงหัวใจต้องใช้เวลา...มันมีค่าตามระยะทาง
การสัมผัสทางร่างกายไม่ใช่วิธีลัด...เพราะตราบใดที่หัวใจไปอยู่ที่อื่น
จะเจอกับความเจ็บปวด...ก่อนหัวใจจะเดินทางมาถึง



............“คำสัญญา” ให้ความผูกมัด...
......แต่ “ความเข้าใจ” ให้ความผูกพัน
ทำไมคนเราชอบให้อีกคน “สัญญา”
“คำสัญญา” ไม่เคยศักดิ์สิทธิ์ในความคิดฉัน
เพราะมันเป็นแค่คำพูด ณ.เวลานั้นของคนๆ นั้นเท่านั้น
แม่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป...เราวัดได้จากการระทำต่างหาก
ฉันไม่รู้ว่าเราจะสัญญากันไปทำไม...เพราะสัญญาทำให้เราขาดอิสระ
บางคนใจไปไกลแล้ว...แต่ต้องผูกตัวเองไว้ที่เดิม...เพราะติดคำสัญญา
แล้วจะมีประโยชน์อะไร...การผูกมัดมันน่าอึอดอัดแค่ไหน
หากเราอยู่กันด้วยความเข้าใจกัน...
สิ่งนี้แหละที่จะทำให้เราผูกพันกัน...โดยไม่ต้องหาอะไรมาผูกติดกัน
ผิดกับคำสัญญา...ที่อาจทำให้ใครบางคน ดิ้นไม่หลุด
หรือดิ้นหลุดแล้วกลายเป็นคนผิดคำพูด...
คนที่ชอบ “สัญญา” ...ฉันว่าเขาเป็นคนขาดความมั่นใจ
จนต้องใช้คำพูด...มาช่วยตรึงความคิดนั้นไว้...ไม่ให้เปลี่ยนแปลง
แต่หากคนๆ นั้นมีความมั่นคงในหัวใจตัวเอง...
การกระทำ...จะก่อความผูกพันในหัวใจ...
โดยไม่ต้องมัดไว้ด้วย “คำสัญญา”


......ถ้าผูกตัวเองติดกับใคร
ก็จะอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเขา
แม่สอนเสมอว่า อย่าเอาตัวเองไปผูกติดกับใคร
เพราะเกิดมาไม่ได้ติดมากับใคร...ฉันไม่มีฝาแฝด
แม่บอกว่า...คนเห็นแก่ตัวคือคนที่เกิดมาเพื่อรักคนๆ เดียว
เพราะเราจะอยู่ไม่ได้...ถ้าขาดคนๆ นั้น
มันฟังดูชีวิตมีเงื่อนไขพิกล...เราเกิดมาเพื่อรักคนๆ เดียว
แล้วเราก็ต้องตายแน่...ถ้าขาดเขาไป
ฉันไม่ยอมตายแน่...ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกมาก
ความรักมันจะยังอยู่กับตัวฉัน...ไม่ได้ตายไปกับเขา
เมื่อความรักมาหา...ฉันไม่ได้ยกตัวเองไปให้ใคร
แค่แบ่งส่วนหนึ่งไปให้เขายืม...เหลือส่วนหนึ่งเอาไว้หายใจบ้าง
ความรักมันมีตั้งหลายรูปแบบ...และก็มีหน้าที่ต่างๆ กัน
หัวใจเรามีพื้นที่มากมายที่จะแบ่งปันให้รัก...ใครไม่เอาก็เอากลับมา
เมื่อไหร่ที่ใจอยู่กับตัว..
ก็จะพาร่างกายให้หายใจได้ไม่ต้องพึ่งถังออกซิเจน

...เทคนิคการเรียนดี...

....เรียนให้ดี...ต่างคนต่างมีวิธีต่างกัน...
เรียนให้แย่...มีแค่วิธีเดียว...
ฉันจัดว่าเป็นคนเรียนหนังสือค่อนข้างดี
แต่จะโง่หรือการเรียนตกต่ำทันที...เมื่อไปเรียนพิเศษ
ทั้งๆ ที่ใครหลายคนเขาเรียนกัน...และถ้าไม่เรียนก็ดูจะไม่ทันคนอื่น
แต่ฉันเข้าใจธรรมชาติของตัวเอง...
เมื่อไหร่ที่เขาไปอ่านหนังสือกันที่ไหน...อย่างเช่นห้องสมุด ฟาสต์ฟู้ด
ที่นั่นฉันไม่มีวันอ่านเอาเรื่องได้..เผลอๆ ก็ไม่อ่านไปเลย
ฉันจะไม่สามารถทำสมาธิได้เลยถ้ามีคนรู้จักอยู่ข้างๆ...
ใจมันอยากจะคุยท่าเดียว
ฉันจะอ่านหนังสือ...ทำการบ้าน...ทบทวนวิชาได้ต่อเมื่ออยู่ตามลำพัง
ที่เรียนพิเศษ..เป็นสถานที่ๆ วิเศษเหมาะแก่การเม้าท์กัน พบปะสังสรรค์
ฉันเลยไม่ได้ตั้งใจเรียน...และมีเวลานั้นก็สูญเปล่าไป
ฉันเลิกเรียนพิเศษเมื่อพบความไม่สามารถของตัวเอง...
และอาเวลาที่เขาเรียนไปทบทวนบทเรียนเองที่บ้าน
ไม่ได้อยากให้ใครเป็นอย่างฉัน...เพราะธรรมชาติของใครไม่เหมือนกัน
เราจะเรียนให้เก่ง...เรามีวิธีที่แตกต่างกัน
หาเวลาเรียนในช่วงที่ตัวเองเปิดใจเต็มที่...แล้วรีบเปิดโอกาสให้มัน
แต่การจะทำให้ตัวเองเป็น “เด็กโง่”...มีวิธีเดียว
คือไม่อ่าน...ไม่เรียน..และปิดโอกาสไม่ให้ตัวเองพบเจอสิ่งดีๆ ในชีวิต

....เห็นข้อสอบเป็นเพื่อน.....ข้อสอบก็จะเป็นเพื่อนกับเรา
เวลาสอบทีไร...ปวดหัวทุกที...ขี้เกียจอ่าน..ขี้เกียจสอบ
หลายคนคงเกลียดการสอบเหมือนฉัน...
และเราก็จะพบว่า...ข้อสอบมันก็ไม่เอาราเหมือนกัน
ฉันพยายามอยู่นาน...ที่จะทำความคุ้นเคยกับมัน
มันเป็นเรื่องยากที่จะทำความรู้จักกับอะไรที่เข้าใจอยาก
กว่าจะรู้ใจกัน...มันก็ใช้เวลานาน
จะให้เดาใจกันได้ว่าเขาคิดอะไรในวันสองวันคงเป็นไปไม่ได้
ถ้าเราเปิดที่จะทำความรู้จักกับมันวันละนิดวันละหน่อย
เลือกจดจำในสิ่งที่น่าจดจำ...แล้วเมื่อเราเจอกันในวันสอบ
มันก็เหมือนเราได้นั่งคุยกับเพื่อนเก่า...ถึงเรื่องราวที่น่าจดจำ...

“เครื่องแต่งกาย” บอกรสนิยม

..........“คำพูด” บอกตัวตน

ที่กำลังพูดถึง..คือการใช้คำพูด...และกรรมวิธีการพูดของคน
ฉันมองเห็นคนหลายคนแต่งกายดี...แต่พูดคำหยาบอยู่ตลอดเวลา
คนให้ความสำคัญกับเครื่องแต่งกายมากกว่าคำพูด
เพราะคิดว่า...มันจะเป็นจุดแรกที่สร้างความประทับใจให้ผู้พบเห็น
และเป็นจุดแรกที่คนแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้านเป็นคนประหลาด
แต่งตัววับๆ แวมๆ ... เป็นคนเจนโลก...น่ากลัว
แต่ฉันว่า...มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกความชอบส่วนตัวและรสนิยมมากกว่านิสัย
ฉันค่อนข้างเป็นคนเจ้าระเบียบ...แต่ฉันไม่ได้ใส่คอเต่าแขนยาว
ฉันว่า “คำพูด” ของคนมากกว่า...ที่เป็นส่วนหนึ่งบอกตัวตนคนๆ นั้น
แม้เราจะวัดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์...
แต่ฉันว่าคนที่พูดคำสบถคำเป็นคนที่ไม่น่าคบสำหรับฉัน
แม้จะหน้าตาดี...แต่งตัวดี...แต่พูดหยาบคาย...ก็ไม่น่าเข้าใกล้
คนพูดเพราะบางคน...ใจร้ายก็มี...นั่นหมายถึงต้องทำความรู้จักกันต่อไป
แต่คนที่น่าพูดคุยด้วยในเรื่องแรกที่เจอ...
คงไม่ใช่คนที่เอาพ่อแม่และสารพัดสัตว์มาคุยกับฉันแน่…”

ความผิดพลาด

....“ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
จะคุ้มค่าถ้าทำให้เราเปลี่ยนแปลง
ไม่มีใครไม่เคยทำความผิด...ฉันก็เคย
แต่ถ้าทำผิดแล้วผิดอีก...เขาเรียกว่า “เจ็บไม่รู้จักจำ”
“ประสบการณ์” คือตัวช่วย ที่โลกสร้างมาให้คนรู้จักพัฒนา
เมื่อไหร่ที่เราเรียกมันว่า “ประสบการณ์” มันก็ต้องเป็นเรื่องที่สอนใจเรา
สอนแล้วไม่สอนเปล่า...เราก็น่าจะจำได้...ไม่ต้องรอสอบ
เพราะวันข้างหน้า...เราต้องเจอบททดสอบอีกแน่
หากสิ่งที่ผ่านมามันสามารถทำให้เราแก้ไขปัญหาปัจจุบันอย่างมีสติขึ้น
ฉันถือว่า...มัยคุ้มค่ากับความเสียใจในอดีตของเรา
ถ้าเราไม่เจอในตอนนั้น...เราคงคิดอะไรไม่ได้อย่างนี้
ฉันเคยเจอเรื่องผิดพลาดมาก...เป็นเรื่องการมองคน
มันทำให้ฉันรู้จักคนในหลายแง่มุมมากขึ้น...
และไม่ตัดสินคนด้วยความคาดเดา
วันนี้...ถ้าฉันย้อนกลับไปได้...ฉันก็ขอเลือกที่จะเจอกับเหตุการณ์นั้นอีก
เพราถ้าฉันไม่เจอ...ฉันก็คิดไม่ได้อย่างวันนี้
การมีความรู้สึกดีๆ กับตัวเอง
มันมีพลังบางอย่างที่ทำให้เรากล้าหาญ
กล้าเผชิญกับปัญหา...และกล้าตัดสินใจ
เพราะเราจะคิดอยู่เสมอว่าเราเก่ง...เราคิดดี...เราเชื่อตัวเอง
แต่ถ้าให้นึกย้อนกลับหลัง...ยิ่งมีเรื่องผิดพลาดมากเท่าไหร่
เรายิ่งมองตัวเองไม่ได้เรื่องมากเท่านั้น...เมื่อจะทำอะไร
เราเองก็จะไม่เชื่อตัวเอง...และหวั่นกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดๆ อีก
เพราะฉะนั้น...พยายามทำเรื่องผิดพลาดให้น้อยที่สุด
เพราะการร้องไห้...โกรธตัวเอง...ด่าทอตัวเอง...จะทำให้เราหมดพลัง...
การสร้างความมั่นใจในตัวเอง....”
คือการทำเรื่องผิดพลาดในชีวิตให้น้อยที่สุด

สถานบันเทิงยามค่ำคืน

...สถานบันเทิงยามค่ำคืน....
เหมือนบ้าน....ที่ขาดความอบอุ่น...
เพราะที่นั่น....ไม่มีพ่อ แม่ ไม่มีพี่น้องอยู่ด้วย
เพราะที่นั่น....มีเรื่องเดือดร้อน...ก็ไม่มีใครช่วยใคร
เพราะที่นั่น....ไม่มีคำปรึกษาใดๆ ให้คนมีปัญหา
เพราะที่นั่น....เกิดอะไรขึ้น...ต่างคนต่างวิ่งหนี
เพราะที่นั่น....ไม่เคยให้เรากินฟรี...ไม่ยอมให้ เรานอน
เพราะที่นั่น....รักษาเรา...ด้วยยาที่ไม่มีขายในโรงพยาบาล
เพราะที่นั่น....ไม่เคยตักเตือนเรา...แม่แต่เชียร์เรา
เพราะที่นั่น....ไม่เคยสนใจว่าเราจะเป็นตายร้ายดียังไงในตอนกลางวัน
แล้วทำไม...เราถึงเลือกเดินไปทางนั้น...มากกว่าเดินกลับบ้าน...

ความรักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร

........ตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ
....ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงที่จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ความรักทั้งนั้น
เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ นอกจาก “หายใจแทน”
ซึ่งการที่เธอมีความรัก แล้วเป็นได้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี
เพราะการทำสิ่งใดก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง
สิ่งนั้นย่อมดีงาม และทำให้เกิดการเรียนรู้การรักคนอื่น
เพียงแต่ในขณะที่เธอเริ่มรักนั้น ก็ไม่อยากให้เธอลืมว่า...
ความรักไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร
ที่เธอจะวิ่งออกตัวจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว
มีพลังเท่าไหร่ มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่
แต่...ความรักคือการวิ่งมาราธอน
ที่เธอต้องวิ่งอีกยาวนาน


.....หัวใจของความรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแลซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว
แต่ในทุกๆวันต่อจากนี้ เธอต้องทุ่มเทเพื่อความรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเธอ
ฉะนั้นเธอจะทำทุกอย่างรับร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น
มันก็เยงที่เธอจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไปไม่ไหว
ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรซะด้วยซ้ำ

.....“ความรักที่แท้จริง” ถ้าเธอมั่นใจในความรู้สึกนี้มากพอกับใครสักคน
“ตัวจริงของกัน” ถ้าเธอมั่นใจคำนี้มากพอกับใครสักคน
ลองปล่อยให้ความรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า-ช้า
ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยๆเรียนรู้นิสัยใจคอของเขา
และเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้ชีวิตของเธอด้วย
ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป
บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง
บางช่วง...ก็อาจปล่อยมือกันบ้าง...ด้วยความไว้ใจ
และในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองด้วยการเป็นกำลังใจให้
แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนจะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
โดยไม่ทิ้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว